1.กฎหมาย คืออะไร?
ตอบ คำสั่งหรือข้อบังคับความประพฤติของมนุษย์ ซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุด
หรือรัฏฐาธิปัตย์เป็นผู้บัญญัติขึ้นผู้ใดฝ่าฝืน มีสภาพบังคับ
2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย มีอะไรบ้าง?
ตอบ 1. กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับ
2.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่มาจากรัฏฐาธิปัตย์
3.กฎหมายต้องเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไป
4.กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อให้บุคคลปฏิบัติตาม
5.กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ
3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?
ตอบ ประโยชน์ของกฎหมายอาจจะแบ่งออกได้เป็นหลาย ๆ ข้อ
ทั้งสามารถนำเอากฎหมายมาแยกแยะ ประโยชน์ดังนี้
1. สร้างความเป็นธรรม หรือความยุติธรรมให้แก่สังคม
เพราะกฎหมายเป็นหลักกติกาที่ทุกคนจะ ต้องปฏิบัติเสมอภาค เท่าเทียมกัน
เมื่อการปฏิบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเอาเปรียบคนอื่น ขาดความ ยุติธรรม กฎหมายก็จะเข้ามาสร้างความยุติธรรม
ยุติข้อพิพาทไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบกัน ดังที่เรา เรียกกันว่า ยุติธรรม
สังคมก็จะได้รับความสุขจากผลของกฎหมายในด้านนี้
2.
รู้จักสิทธิหน้าที่ของตัวเองที่จะปฏิบติต่อสังคม
3. ประโยชน์ในการประกอบอาชีพ เช่น
การเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมาย การเป็น ทนายความ
อัยการ ศาล
ทั้งจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยต่างฝ่ายต่างช่วยกันรักษาความถูกต้อง ความยุติธรรม ให้เกิดขึ้นในสังคม
4. ประโยชน์ในทางการเมืองการปกครอง
เพราะถ้าประชาชนรู้กฎหมายก็จะเป็นการเสริมสร้าง ความมั่นคงของการปกครอง
และการบริหารงานทางการเมือง การปกครอง ประโยชน์สุขก็จะตกอยู่กับ ประชาชน
5. รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
และศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะกฎหมาย
ที่ดีนั้นจะต้องให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนเท่าเทียมกัน
ประชาชนก็จะเกิดความผาสุก ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อครอบครัว
ต่อบุคคลอื่น และต่อประเทศชาติ
4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย
มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง?
ตอบ 1. กฎหมายภายใน
- กฎหมายลายลักษณ์อักษร , กฎหมายลายไม่เป็นลักษณ์อักษร
- กฎหมายอาญา , กฎหมายแพ่ง
- กฎหมายสารบัญญัติ , กฎหมายสบัญญัติ
- กฎหมายมหาชน , กฎหมายเอกชน
2. กฎหมายภายนอก
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
- กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
5. ให้นักเรียนเขียน ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไปหาต่ำ?
ตอบ
1.รัฐธรรมนูญ 2.พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ 3.พระราชบัญญัติ 4.พระราชกำหนด 5.พระราชกฤษฎีกา 6.กฎกระทรวง 7.ข้อบัญญัติท้องถิ่น
ได้แก่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร และข้อบัญญัติเมืองพัทยา
6. ที่มาของกฎหมายในระบบ Civil
Law มีอะไรบ้าง?
ตอบ ซีวิลลอว์ (อังกฤษ: civil law) เป็นระบบกฎหมายซึ่งได้รับอิทธิพลจากกฎหมายโรมัน
ลักษณะพื้นฐานของซีวิลลอว์คือ เป็นกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
เป็นระบบประมวล และมิได้ตัดสินตามแนวคำพิพากษาของศาล
ระบบกฎหมายดังกล่าวจึงได้ยึดถือฝ่ายนิติบัญญัติเป็นบ่อเกิดหลักของกฎหมาย
และระบบศาลมักจะใช้วิธีพิจารณาโดยระบบไต่สวน
และศาลจะไม่ผูกพันตามคำพิพากษาในคดีก่อนๆ
ในเชิงความคิด
ซีวิลลอว์เป็นกลุ่มของแนวคิดและระบบกฎหมายซึ่งได้รับมาจากประมวลกฎหมายจัสติเนียน
รวมไปถึงกฎหมายของชนเผ่าเยอรมัน สงฆ์ ระบบศักดินา และจารีตประเพณีภายในท้องถิ่นเอง
รวมไปถึงความคิดเช่น กฎหมายธรรมชาติ แนวคิดในการจัดทำประมวลกฎหมาย
และกลุ่มปฏิฐานนิยม (กลุ่มที่ยึดถือกฎหมายที่บัญญัติไว้เป็นหลัก)
ซีวิลลอว์ดำเนินจากนัยนามธรรม
วางระเบียบหลักการทั่วไป และแบ่งแยกกฎระเบียบสารบัญญัติออกจากระเบียบพิจารณาความ
ในระบบนี้จะให้ความสำคัญกับกฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นอันดับแรก
เมื่อมีข้อเท็จจริงปรากฏขึ้น
จะพิจารณาก่อนว่ามีกฎหมายลายลักษณ์อักษรบัญญัติไว้หรือไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงดังกล่าว
ถ้ามีก็จะนำกฎหมายลายที่บัญญัติไว้นั้นนำมาปรับใช้กับข้อเท็จจริง
หากไม่มีกฎหมายให้พิจารณาจารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นนั้นๆ จารีตประเพณีก็คือ ประเพณีที่ประพฤติและปฏิบัติกันมานมนาน
และไม่ขัดต่อศีลธรรม ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ถือว่าผิด
และถ้าไม่มีจารีตประเพณีที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายจะอนุโลมให้ใช้บทบัญญัติที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งก่อน
จนในที่สุดหากยังไม่มีบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งอีก ก็จะให้นำหลักกฎหมายทั่วไปมาปรับใช้
ดังนั้นในระบบนี้จึงไม่ยึดหลักคำพิพากษาเดิม
จะต้องดูตัวบทก่อนแล้วถึงจะตัดสินคดีได้
7. ที่มาของกฎหมายในระบบ Common Law มีอะไรบ้าง?
ตอบ กฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) เป็นกฎหมายที่วิวัฒนาการมาจากคำพิพากษาของศาลพระมหากษัตริย์หรือศาลหลวง (King’s
Court) อันเนื่องมาจากเดิมการพิจารณาคดีของศาลในแคว้นต่างๆ
มีการพิจารณาคดีตามจารีตประเพณีของแคว้นหรือชนเผ่าตนเอง
ทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีการกระทำความผิดหรือมีข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันเกิดขึ้นต่างแคว้นกัน
ศาลในแต่ละแคว้นตัดสินแตกต่างกัน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น ดังนั้น
พระเจ้าวิลเลี่ยม จึงจัดตั้งศาลพระมหากษัตริย์หรือศาลหลวง (King’s Court) โดยมีการคัดเลือกผู้พิพากษาที่มีความรู้
ความสามารถจากส่วนกลางหมุนเวียนออกไปพิจารณาคดีในศาลท้องถิ่นทั่วทุกแคว้น
มีการพิจารณาโดยใช้ระบบไต่สวน (Inquisitorial System) แทนการพิจารณาคดีแบบเดิม
โดยถือว่าเมื่อศาลหลวงมีคำพิพากษาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงอย่างใดแล้วศาลอื่น ๆ
ต้องผูกพันพิพากษาคดีตามศาลหลวง ซึ่งในระยะต้น ๆ มีปัญหาขัดแย้งในการพิพากษาคดีมาก
เพราะแต่ละแคว้นก็มีจารีตประเพณีเป็นของตนเอง
การใช้กฎหมายบังคับจึงต้องใช้กฎหมายจารีตประเพณีของแต่ละท้องถิ่น
แต่ในระยะต่อมาความขัดแย้งเหล่านี้ค่อย ๆ
หมดไปเกิดเป็นจารีตประเพณีที่ถือเป็นหลักเกณฑ์และข้อบังคับที่มีลักษณะเป็นสามัญ (Common)
และใช้กันทั่วไปในศาลทุกแคว้น ด้วยเหตุนี้กฎหมายคอมมอน ลอว์
จึงเริ่มเกิดขึ้นประเทศอังกฤษนับแต่นั้นเป็นต้นมา
8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?
ตอบ มี 4 ระบบ 1. ระบบกฎหมายโรมาโน-เยอรมันนิค (Romano Germanicหรือ Civil
Law )
2.
ระบบกฎหมายจารีตประเพณี ( Common Law )
3. ระบบกฎหมายสังคมนิยม ( Socialist Law )
4.ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม ( Religious and Ttaditional Law )
9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด?
ตอบ ระบบกฎหมายโรมาโน-เยอรมันนิคหรือระบบกฎหมายCivil law หรือเรียกว่าระบบประมวลกฎหมาย หรือระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ"
มีอะไรบ้าง?
ตอบ 1. ประชากร(Population) หมายถึง
มนุษย์ทุกคนที่อยู่ในอาณาเขตของรัฐถือว่ามีฐานะเป็นส่วนของรัฐโดยอัตโนมัติสิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับประชากร
2.ดินแดน(Territory) มีข้อสังเกตดังนี้คือ
1) ที่ตั้ง
ดินแดนของรัฐหมายถึง อาณาเขตพื้นดิน น่านน้ำ อาณาเขตในท้อง
ทะเล น่านฟ้า บริเวณใต้พื้นดิน
พื้นน้ำและพื้นทะเล
2)
ขนาดของดินแดนไม่มีหลักเกณฑ์ไว้แน่นอนตายตัวว่าจะ
ต้องมีขนาดเท่าใดจึงจะถือว่าเป็นรัฐ
แต่ควรจะมีความเหมาะสมกับจำนวนประชากรด้วย
3.รัฐบาล(Government) คือ องค์กร
หรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ปกครองและบริหารภายในโดยเป็นผู้กำหนดนโยบายและนำนโยบายไปปฏิบัติ
เพื่อจัดระเบียบทางสังคม และดำเนินทุกอย่างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ
รัฐบาลจึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองรัฐ
4.อำนาจอธิปไตย(Sovereignty) เป็นองค์ประกอบประการสุดท้ายที่สำคัญของรัฐ
อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ อำนาจอธิปไตย